Showing posts with label ความรู้ทั่วไป. Show all posts
Showing posts with label ความรู้ทั่วไป. Show all posts

Tuesday, September 16, 2014

อาการนอนกรน มี 2 ประเภท คือ

1.อาการนอนกรนธรรมดา (ไม่อันตรายเพราะไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย) ไม่มีผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเอง แต่จะมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับคู่นอน ทำให้นอนหลับยาก

2.อาการนอนกรนอันตราย (มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย) นอกจากจะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างแล้ว ถ้าไม่รักษาอาจมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถอาจเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนได้ นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง

การที่จะแยกว่าท่านเป็นนอนกรนประเภทใด สามารถทำได้โดย การตรวจการนอนหลับ (sleep test)

จุดประสงค์ของการตรวจการนอนหลับ คือ

1. เพื่อแยกว่าท่านเป็น กรนธรรมดา หรือกรนอันตราย
2. ถ้าท่านเป็นกรนอันตราย การตรวจการนอนหลับจะบอกความรุนแรงของโรคได้ ว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากหรือน้อยเพียงใด และช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาท่านได้ดีขึ้น

การตรวจการนอนหลับสามารถทำได้โดย

1. นัดตรวจการนอนหลับที่โรงพยาบาล ซึ่งท่านต้องมานอนที่โรงพยาบาล 1 คืน
2. นัดตรวจการนอนหลับที่บ้าน ซึ่งจะมีความละเอียดของการตรวจน้อยกว่าการตรวจที่รพ. แต่สามารถใช้เป็นการตรวจคัดกรองได้ (screening test)

การรักษามี 2 วิธี
วิธีไม่ผ่าตัด และวิธีผ่าตัด ซึ่งท่านสามารถเลือกได้ เพราะการรักษาอาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แนะนำให้ใช้วิธีไม่ผ่าตัดก่อน ถ้าไม่ดีขึ้น,ไม่ชอบ หรือไม่สะดวก ท่านสามารถเลือกวิธีผ่าตัดได้

1. วิธีไม่ผ่าตัด

• ลดน้ำหนัก ในรายที่ท่านมีน้ำหนักเกิน โดยทั่วไปถ้าลดน้ำหนักได้ร้อยละ 10 อาการนอนกรนจะดีขึ้นประมาณร้อยละ 30 และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความตึงตัวให้กับกล้ามเนื้อบริเวณคอหอย ซึ่งจะทำให้มีการหย่อนและอุดกั้นทางเดินหายใจน้อยลง


• หลีกเลี่ยงยาชนิดที่ทำให้ง่วง เช่นยานอนหลับ, ยากล่อมประสาท, ยาแก้แพ้ชนิดง่วง หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เบียร์ ไวน์ วิสกี้ เหล้า โดยเฉพาะก่อนนอน เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนคลายตัวมากขึ้น ทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น นอกจากนั้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักมีแคลอรี่สูง จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจแคบลง


• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือสัมผัสควันบุหรี่ เนื่องจากจะทำให้เนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจบวม ทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น


• นอนศีรษะสูงเล็กน้อย ประมาณ 30 องศาจากแนวพื้นราบ จะช่วยลดบวมของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจได้บ้าง และควรนอนตะแคง เพราะการนอนหงายจะทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น อาจทำได้โดยเอาหมอนข้างมาหนุนที่หลัง หรือใส่ลูกเทนนิสไว้ด้านหลังของเสื้อนอน ทำให้นอนหงายลำบาก


• ใช้ยาพ่นจมูก พ่นวันละครั้งก่อนนอน ซึ่งยาพ่นจมูกจะทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น และยังจะช่วยหล่อลื่น ทำให้การสะบัดตัวของเพดานอ่อนและลิ้นไก่น้อยลง ทำให้เสียงกรนเบาลงได้


• การใช้เครื่องมือที่เป่าลมเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นหรือไม่อุดกั้น
ขณะนอนหลับ (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) ซึ่งเป็นการรักษาอาการนอนกรนชนิดอันตรายที่ดีที่สุด ซึ่ง ควรลองใช้ในผู้ป่วยทุกราย ก่อนพิจารณาการผ่าตัดเสมอ
• ใช้ครอบฟัน (Oral Appliance) เพื่อเลื่อนขากรรไกรล่างมาทางด้านหน้า ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นขณะนอนหลับ

2. วิธีผ่าตัด มีจุดประสงค์ทำให้ขนาดของทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น ทำให้อาการนอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับลดลง ซึ่งการผ่าตัดจะทำมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสาเหตุของการอุดกั้นทางเดินหายใจ การผ่าตัดไม่ได้รักษาให้อาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจหายขาด หลังผ่าตัดอาการนอนกรนและ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจยังเหลืออยู่ หรือ มีโอกาสกลับมาใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งสำคัญ คือ

• ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี อย่าให้เพิ่ม เนื่องจากการผ่าตัดเป็นการขยายทางเดินหายใจที่แคบให้กว้างขึ้น ถ้าน้ำหนักเพิ่มหลังผ่าตัด ไขมันจะไปสะสมอยู่รอบผนังช่องคอ ทำให้กลับมาแคบใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้อาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับกลับมาเหมือนเดิมหรือแย่กว่าเดิมได้

• ต้องหมั่นออกกำลังกายเสมอ ให้กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนตึงตัวและกระชับ เนื่องจากหลังผ่าตัด เมื่ออายุผู้ป่วยมากขึ้น เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนจะหย่อนยานตามอายุ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกลับมาแคบใหม่ การออกกำลังกายจะช่วยให้การหย่อนยานดังกล่าวช้าลง

ในผู้ป่วยบางราย อาจต้องมาผ่าตัดซ้ำเพื่อแก้ไขทางเดินหายใจที่แคบส่วนอื่นๆ หรือใช้เครื่อง CPAP ร่วมด้วยหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด และจุดอุดกั้นทางเดินหายใจและความรุนแรงของโรค
ขอขอบคุณข้อมูลจาก women.thaza.com




ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม --> https://www.facebook.com/TharaMassage
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Friday, July 18, 2014

ลักษณะการนวดแผนไทย

"การนวดแผนไทย" เป็นศาสตร์มหัศจรรย์ โดยมูลเหตุสำคัญมาจากสภาพแวดล้อม
และวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนไทย รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คนในสมัย
โบราณ "การนวดแผนไทย" ไม่ใช่เพื่อรักษาความเจ็บปวดเท่านั้น แต่มีคุณค่าต่อสุขภาพเป็น
กระบวนการดูแลสุขภาพ และรักษาโรค โดยอาศัยการสัมผัสอย่างมีศิลปะ มีหลักการระหว่าง
ผู้ให้บริการ และรับบริการ การนวดจะส่งผลโดยตรงต่อร่างกายและจิตใจ

ลักษณะการนวด
1. การนวดยืด ดัด ลักษณะการนวดแบบนี้คือ การยืด ดัดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืด ให้ยืดคลาย
2. การนวดแบบจับเส้น ลักษณะการนวดคือ การใช้น้ำหนักกดลงตลอดลำเส้นไปตามอวัยวะต่าง ๆ
การนวดชนิดนี้ต้องอาศัยความเชื่ยวชาญของผู้นวด ซึ่งได้ทำการนวดมานานและ สังเกตปฏิกิริยา
ของแรงกดที่แล่นไปตามอวัยวะต่าง ๆ
3. การนวดแบบกดจุด ลักษณะ การนวดคือ การใช้น้ำหนักกดลงไปบนจุดของร่างกาย การนวดนี้
เกิดจากประสบการณ์ และความเชื่อว่าอวัยวะของร่างกายมีแนวสะท้อนอยู่บนส่วนต่าง ๆ และเรา
สามารถกระตุ้นการทำงานของอวัยวะนั้นโดยการกระตุ้นจุดสะท้อนที่อยู่ บนส่วนต่าง ๆ บนร่างกาย

การนวดแผนไทย มีลักษณะ 2 แบบ คือ

1. นวดแบบราชสำนัก คือ หมอนวดจะใช้เฉพาะมือ นิ้วหัวแม่มือ และปลายนิ้วอื่น ๆ ในการนวด
เท่านั้น และไม่ใช้การนวดคลึงในขณะกด (นวด) ไม่ใช้การดัด หรือการงอข้อ หลัง หรือส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายด้วยกำลังแรง และกริยาการนวดจะดูเรียบร้อยกว่าการนวดแบบเชลยศักดิ์
2. นวดแบบเชลยศักดิ์ คือ หมอนวดจะใช้ฝ่ามือ นิ้วมือ ศอก หรือเข่า ในการนวด และจะใกล้ชิด
กับผู้ถูกนวดมากกว่า มีการยืด ดัด

ผู้ให้บริการมีความประสงค์ช่วยบำบัดรักษาผู้ที่มีอาการเจ็บปวด
เนื่องจากการทำงาน หรือจากปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิด
การเมื่อยล้าในจุดต่าง ๆ ตามร่างกาย ผู้ให้บริการใช้การผสมผสาน
ระหว่างการนวดแบบราชสำนัก และแบบเชลยศักดิ์ควบคู่กัน


ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel

ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage




เรื่องของนิ่ว
ความอ้วนให้ผลร้ายอีกแล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐ สำรวจพบว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 เป็นต้นมา ชาวมะกัน 1 ใน 11 เป็นโรคนิ่วในไต ทว่าสถิติก่อน ค.ศ.1994 พบคนมะกันป่วยนิ่วในไต ที่ 1 ใน 20 จึงแสดงให้เห็นว่า อัตราการป่วยโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และเมื่อทำการวิจัยหาสาเหตุยังทำให้เชื่อว่า โรคอ้วน ส่งผลให้เกิดก้อนนิ่วในไต

เมื่อดูประวัติของคนเป็นนิ่วในไต ร้อยละ 50 พบว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นโรคอ้วนอยู่เดิมแล้ว แต่ก็ยังพบว่าเป็นโรคเบาหวาน โรคเกาต์ ได้บ้าง

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะจากนิวยอร์ก มีความเห็นว่า โรคอ้วนมีส่วนให้เกิดนิ่วในไตได้ เนื่องจากในร่างกายของคนอ้วนมักมีปริมาณเกลือหรือโซเดียมมากกว่าคนทั่วไป อีกทั้งปริมาณโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปก็ยังสูงกว่าด้วยเช่นกัน ซึ่งสองปัจจัยนี้ทำให้เป็นนิ่วในไตได้

อย่างไรก็ตาม แนวทางการป้องกันโรคนิ่วในไตสำหรับทุกคน คือ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโปรตีนสูง บางกรณีแนะให้ดื่มน้ำมะนาว เนื่องจากมีซิเตรทเป็นตัวช่วยลดการสะสมของก้อนนิ่วได้

หากใครรู้ตัวว่าอ้วน แล้วไม่อยากป่วยเป็นนิ่วในไต หรือโรคอื่นๆ ที่เกิดเพราะความอ้วน แนะตั้งใจลดน้ำหนักเพื่อรักษาสุขภาพดีกว่านะ



ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังการนวด

ข้อห้ามในการนวดแผนไทย

ในกรณีที่มีอาการเหล่านี้ ห้ามทำการนวดแผนไทย อาจเกิดอันตรายได้
1. โรคติดเชื้อ มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ปวด บวม แดง ร้อน
2. โรคผิวหนัง เพราะจะทำให้เชื้อแพร่ออกไปบริเวณอื่น และแพร่มาสู่ผู้นวดด้วย
3. ขณะมีอาการอักเสบ เพราะจะทำให้การอักเสบมากขึ้น
4. กรณีเดินทาง ทางอากาศระหว่างประเทศ จะสามารถนวดได้หลัง 48 ชั่วโมง 
5. บริเวณที่มีบาดแผลห้ามนวด อาจทำให้แผลซ้ำ หรือแผลปริแยก
6. บริเวณที่เป็นมะเร็ง จะทำให้มะเร็งแพร่ออกไป
ก่อนการนวด
1. ควรแจ้งให้หมอนวดทราบถึงโรคประจำตัว หรือจุดที่มีปัญหา เช่น ความดันโลหิตสูง
หรือต่ำ โรคเบาหวาน เป็นต้น
2. ควรนวดหลังจากรับประทานอาหารมื้อหนักอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง
หากเป็นอาหารว่าง เช่น กาแฟ ขนม หรือผลไม้เพียงเล็กน้อย อย่างน้อยประมาณ 30 นาที

หลังการนวด
1. หลังการนวดไม่ควรอาบน้ำทันที แนะนำให้อาบหลัง 2 ชม.ไปแล้ว
2. ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิปกติ หลังการนวด
3. ควรพักผ่อนหลังการนวด

PERSONAL before and after the massage.
Taboo in Thai massage.

In the case of these symptoms. Do not perform a massage is strictly prohibited.
- Infections, fever over 38 degrees Celsius hot pain, swelling.
- Skin diseases because the infection will spread to other areas. And spread
into the massage.
- When the inflammation. It will make more inflammation.
- In case of air travel between countries. Can massage after 48 hours because
of pressure. The body is not normal. To cause harm.
- Do not massage the area with a wound. May repeat the wound
Or periodontal lesions separately.
- The area of cancer. Cancer will spread.
Before the massage.

* The services for older persons with certain underlying diseases such as diabetes, high blood pressure have to be careful in massage. Or other diseases, please inform the service provider before It may be hazardous to death.
* It should massage after eating heavy meals at least 1 hour.
* If this is coffee, snacks such as candy or a little fruit. At least 30 minutes.
* It should inform the chiropractor know about diseases. Or where there is
a problem after the massage.

After the massage

* should not shower immediately. re comment to wait 2 hours
* Drink warm or room temperature water after a massage.
* Should rest after the massage.



ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel


ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage



Sunday, June 15, 2014


วันนี้เรามาให้ความรู้กันต่อครับ คิดว่ามีประโยชน์กับหมอนวดเราไม่มากก็น้อยครับ 

๑.ถ้าคนไข้มีอาการปวดหลังแล้วร้าวลงขาด้านหลัง อ้อมออกมาข้างน่องด้านนอก อาจตรวจเบื้องต้นได้ดังนี้ ให้คนไข้นอนหงาย ยกปลายเท้าขึ้นมาให้หมอนวดกดเหนือเข่าคนไข้และให้คนไข้ต้านไว้(ทำทั้งสองข้าง)ถ้าข้างที่มีอาการร้าวต้านแรงไม่ได้ก็อาจเป็นหมอนรองกระดูกเอวทับเส้นประสาท หรืออาจให้คนนอนหงายแล้วแอ่นปลายเท้าขึ้นทั้งสองข้าง หมอนวดรวบปลายเท้าแล้วกดลงให้คนไข้ต้านมือหมอไว้ ข้างที่เป็นจะต้านไม่ได้ หมายถึงเป็นค่อนข้างมาก ควรตรวจสะโพกดูด้วยว่าสูง-ต่ำกว่ากันด้วยหรือไม่


๒.เวลาคนไข้นอน ให้สังเกตกล้ามเนื้อร่องระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้เท้า ทั้งสองข้างว่าเท่ากันหรือไม่ถ้าบวมกว่ากัน(เล็กน้อย)อาจหมายถึงมดลูกผิดปกติ ซึ่งจะเจ็บทั้งสี่จุดคือ ๑บริเวณกล้ามเนื้อร่องระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้เท้าโดยกดพร้อมกันทั้งสองข้าง ๒ใต้พับเข่า(ด้างล่าง)๓บริเวณใต้ราวนม ๔บริเวณเหนือราวนมมักเบพร้อมกันทั้ง๔จุดซึ่งหมายถึงมดลูกผิดปกติ


๓.เวลาคนไข้นอนหงาย ให้สังเกตเท้าทั้งสองข้างว่าวางเหมือนกันหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนข้างที่ผิดปกติมักจะมีปัญหา เช่นบริเวณต้นขา(เส้น๑ขาด้านนอกจะแข็งเป็นลำ มือก็เช่นเดียวกัน ถ้าวางไม่เหมือนกันข้างที่ผิดปกติก็มีปัญหาเช่นไหล่ติด ซึ่งถ้าเรารู้เรื่องระบบกล้ามเนื้อดีพอเราจะรู้ว่ามาจากกล้ามเนื้อมัดใด ซึ่งสามารถกดแล้วยืดกล้ามเนื้อมัดนั้นบ่อยๆอาการก็จะดีขึ้นได้ครับ


ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel

ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage

Saturday, June 14, 2014

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องเบาๆกันครับ แต่ก็เป็นความรู้ ให้หมอนวด เพื่อที่จะได้คุยกับลูกค้าหรือผู้ป่วย ซึ่งมักจะมีคำถามๆหมอนวดอยู่บ่อยๆ เรียกว่าเป็นคำถามยอดฮิตก็ได้

1.นวดกี่ครั้งจึงจะหาย?

2.ทำไมนวดแล้วจึงดีขึ้นไม่กี่วัน ก็กลับมาเป็นอีก

ตอบ อาการที่หมอนวดนวดเรียกว่า อาการของ”โครงสร้างกล้ามเนื้อ” ซึ่งจะบอกว่าไล่ตั้งแต่เท้าขึ้นไปจนถึงศีรษะเลยก็ว่าได้
ตั้งแต่ อาการรองช้ำ จนถึงไมเกรน ซึ่งการนวดไม่ใช่การรักษาโรคแต่อย่างใดนะครับ เพียงแต่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท่านั้น หรือช่วยในการลดการตึงหรือแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ หรือพังผืด หรือทำให้เลือด-ลมไหลเวียนดีขึ้น จึงส่งผลให้อาการปวดดีขึ้น จึงอยากให้หมอนวดตอบคำถามลูกค้าหรือคนไข้ดังนี้


การนวด”ไม่มี”การบอกว่ากี่ครั้งหายนะครับและหมอนวดก็แค่”นวด”เท่านั้น เพียงแต่บอกว่าถ้าคุณรู้สึกดีขึ้น ก็สามารถมารับบริการการนวดใหม่ได้เรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ละเอียดว่าเป็นอะไรกันแน่ ถ้านวดสองหรือสามครั้งไม่ดีขึ้นก็ควรแนะนำไปพบแพทย์ได้แล้ว ขอย้ำนะครับว่าไม่มีการตอบว่ากี่ครั้งหาย เพราะจะกลายเป็นการโอ้อวดไป


ส่วนคำถามที่ว่าทำไมนวดแล้วจึงดีขึ้นไม่กี่วัน ก็กลับมาเป็นอีก ต้องขอตอบรวมๆไว้ดังนี้
การนวดนั้น อาจช่วยได้เพียงแค่30%ของอาการเจ็บป่วยเท่านั้น ส่วนอีก70%เป็นเรื่องของคนไข้เองที่ต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งก็คือการออกกำลังกาย หรือกายบริหาร หรือเลี่ยงอิริยาบทที่ทำให้เกิดโรค เช่นถ้านวดแล้ว ก็กลับไปทำอิริยาบท อย่างเดิม เช่นปวดหลัง นวดดีขึ้นแล้วก็กลับไปยกของหนักอีก อย่างนี้ก็ต้องกลับมาปวดอีก เพราะกลับไปทำอิริยาบทอย่างเดิมซ้ำๆ หรืออย่างเช่นนั่งทำงานกับคอมพ์ฯ แทนที่จะลุกบริหารร่างกายระหว่างชั่วโมงบ้าง กลับนั่งทำงานถึงวันละ4-8ชั่งโมงแบบนี้ร่างกายที่ไหนจะทนไหว หรือการออกกำลังกาย คนไข้เองก็รู้ว่า”การออกกำลังกาย”ช่วยได้ดีมาก ผมอยากจะบอกว่าดีกว่านวดเสียอีก สามารถแก้อาการเรื่อง”โครงสร้างกล้ามเนื้อ”ได้เกือบทุกอาการ ซึ่งหมอนวดเกือบทุกคนก็มักจะแนะนำให้คนไข้ให้ออกกำลังกาย หรืออาจเป็นท่ากายบริหารต่างๆ แต่ส่วนมากมักจะตอบกลับมาว่า”ไม่มีเวลา “ ทีนี้ก็ต้องมานวดบ่อยๆเป็นหรือปวดเหมือนเดิมซ้ำๆ ผมจึงอยากให้หมอนวดพูดให้คนไข้เห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกายว่าสำคัญอย่างไร เช่นคุณอาจหาเงินได้มาก แต่ถ้าคุณไม่ออกกำลังกาย แก่ตัวสุขภาพไม่ดี เงินทองที่หามาได้ก็ต้องกลับไปรักษาสุขภาพคุณอยู่ดี แต่ถ้าคุณสียสละเวลาวันละ1ชั่วโมงเพื่อออกกำลังกาย อาจทำให้คุณอายุยืน และสุขภาพดีอีกหลายปี หรืออาจพูดว่า ร่างกายเหมือนยืมเขามาใช้ เพราะตายแล้วก็คืนโลก ฉะนั้นก็ควรจะใช้อย่าง”กตัญญู” ทะนุบำรุงมันบ้าง จะได้ใช้งานอย่างมีความสุข


ส่วนเรื่องอืนๆก็สำคัญไม่แพ้กันนะครับ เช่นเรื่องอาหารแสลง ก็ควรบอกทุกครั้ง ว่าควรงด เช่น เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ดอง กุ้ง สุรา เบียร์


ส่วนเรื่องการหลับนอนก็ควรให้ได้วันละ8-10ชั่วโมง และอย่าเครียด หรือโกรธง่าย เพราะเป็นบ่อแห่งเกิดโรคทั้งนั้น



ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage
*ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันนี้มาตอบคำถามกันครับเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ มาดูคำถามกันครับ

10 มิถุนายน 20:07
สวัสดีค่ะอาจารย์สุวัฒน์ ที่เคารพ แจนสงสัยว่า ลูกค้าบางคนพอนวดเสร็จนอนพักแล้วประมาณ5นาทีแล้ว
ลูกค้าบอกว่าเหนื่อยมาก แต่ในขณะเดียวกันลูกค้าอีกคนบอกว่าสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามากเลย แจนเลยสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น อาจารย์ช่วยบอกแจนหน่อยได้ไหมค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะว่า งง มากเลยค่ะ ที่บอกว่าแต่ในขณะเดียวกัน แต่เป็นลูกค้าคนละคนกันกับที่บอกว่าสดชื้นกระปรี้กระเปร่ามากเลย
ขอบคุณล่วงหน้าที่อธิบายให้ฟัง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอตอบที่หน้าเพจนะครับเพื่อให้ความรู้หมอนวดคนอื่นๆด้วย
คืออย่างนี้ครับ บางคนนวดแล้วร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟีน หลังนวดจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า บางคนร่างกายหลั่งสารอาดีนาดีน ร่างกายจะล้า ถ้าถามว่าทำไมถึงหลั่งไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของร่างกายเช่น ถ้าร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง กล้ามเนื้อไม่แข็งเกร็ง การนวดก็ไม่เจ็บหลังการนวดจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ส่วนบางคนร่างกายหรือกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เวลานวดก็เจ็บ ยิ่งเจ็บบางคนยิ่งเกร็งกล้ามเนื้อสู้มือหมอประเภทนี้หลังการนวดมักเหนื่อยล้า และระบม บางคนเกิดอาการง่วงนอนมากเนื่องจากการไหลเวียนของเลือด เพราะร่างกายต้องนำเลือดกลับไปฟอกที่ปอด และนำกรดแล็คติกกลับไปที่ตับ เพื่อเปลี่ยนรูปเป็นคาร์บอนไดร์อ๊อกไซด์และน้ำ บางทีถึงกับไข้จับวันรุ่งขึ้น ฉะนั้นก่อนการนวด ควรประเมินร่างกายคนไข้ก่อน ถ้ามีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อก็ควรนวดอย่างเบาๆให้เขาผ่อนคลายก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มน้ำหนักมือแบบค่อยเป็นค่อยไป




ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664

วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage
*ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


Friday, June 13, 2014


วันนี้ มาให้ความรู้เรื่องนวด มีหมอนวดหลายๆคนตอบคำถามลูกค้าไม่ได้ ว่านวดมีประโยชน์อย่างไร บอกได้แต่ว่าทำให้เลือดลมไหลเวียนดีเท่านั้น ฉะนั้นวันนี้จะบอกอีกแง่มุมหนึ่งครับ อยากให้แชร์เก็บเอาไว้เผื่อตอบลูกค้าได้

1.กล้ามเนื้อของคน โดยปกติแล้วจะมีการหดตัวและคลายตัวตลอดเวลา หลังจากหดตัวและคลายตัวแล้วจะเกิด "กรดแลคติค"ขึ้นมา ซึ่งถ้ามีมากจะทำให้เกิดอาการล้าและปวดเมื่อยได้ การนวดช่วยส่งเลือดแดงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ และนำ "กรดแลคติค" กลับไปที่ตับ เพื่อเปลี่ยน กรดแลคติค เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ

2.อายุ40ปีขึ้นไป ถ้าไม่ออกกำลังกาย ไขมันเลว ก็อาจเกาะตามผนังหลอดเลือดได้ นานเข้าก็อาจตีบได้ ทางเดินของเลือด-ลมเปรียบเสมือนแม่น้ำที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ถ้าเกิดการ”ตื้นเขิน”(ของไขมัน)ย่อมทำให้ส่วนนั้นๆผิดปรกติ การนวด ย่อมมีการ"กด" "บีบ" "คลึง" "นวด"บนกล้ามเนื้อ และหลอดเลือด(เส้นเลือด) ทำให้ช่วยให้ไขมันหลุดออกบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดสะอาดขึ้น ตรงนี้แหละครับที่บอกว่าเลือดลมไหลเวียนดี


3.เกิดความผ่อนคลาย ทำให้ร่างกายหลั่งสาร เอ็นโดรฟีน ทำให้หลับสบาย เมื่อหลับได้ก็สุขภาพดี ก็มีอายุยืน(ทางอ้อม)


4.บางคน อาจมานวดเพื่อพูดสิ่งที่อยู่ในใจ เพื่อระบายความเครียด ในใจ ให้หมอนวดฟัง(ถ้าสนิทกัน) เมื่อระบายแล้วก็หายเครียด ฉะนั้น หมอนวดควรเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะบางคน แค่อยากให้มีคนฟังเท่านั้น หมอนวดก็ได้บุญด้วย เพราะได้ช่วยทางจิต แถมยังได้เพื่อนด้วย


5.ความเจ็บป่วย ของโครงสร้างกล้ามเนื้อ อันนี้เป็นที่รู้กันว่าสามารถแก้ไขสามารถแก้ไขความผิดปรกติของโครงสร้างกล้ามเนื้อ ในหลายอาการได้ เช่นปวดหลัง ไหล่ติด ปวดตามข้อต่างๆซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยลดการใช้ยาแก้ปวดลงได้ ประหยัดเงินและงบประมาณการนำเข้ายา จากต่างประเทศ


6.ควรให้ลูกค้า งดดื่มน้ำเย็นหลังนวด และห้ามอาบน้ำหลังนวด2ชั่วโมง เพราะหลังนวด เลือดลมจะไหลเวียนเร็ว ร่างกายจะนำเลือดดำกลับไปฟอกที่ปอด ถ้าดื่มหรืออาบน้ำ จะทำให้ชะงัก มีผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดระบมได้


7.การนวด ช่วยทำให้ข้อต่อต่างๆเกิดการยืดหยุ่นดีขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เกิดความกระฉับกระเฉง


8.เวลากล้ามเนื้อเกิดอาการตึงหรือแข็งมาก ทำให้บีบให้เส้นเลือดเกิดอาการแน่นอาจทำให้หัวใจต้องทำงานหนัก ถ้ากล้ามเนื้อผ่อนคลายหัวใจก็ทำงานดีขึ้น เพราะไม่ต้องทำงานหนัก


ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel

ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage


วันนี้เราจะมาสอน วิธีการนวด เพราะหมอนวดบางคนอาจไม่รู้ แต่ผู้ที่รู้แล้วก็ถือว่าได้ทบทวนก็แล้วกันนะครับ 

ทำไมหมอนวดทำงานไม่กี่ปีก็มีอาการป่วย  เช่น ปวดแขน บ่า ไหล่ เอว หลัง วันนี้เราจะมาเรียนรู้และปฏิบัติให้ถูกต้องจะได้ผ่อนหนักเป็นเบา ก่อนอื่นต้องพูดถึงโครงสร้างร่างกาย ร่างกายของเราแบ่งเป็น2ซีก ซ้าย-ขวา มีกระดูกสันหลังอยู่กลาง และมีเส้นประสาททอดผ่านออกมาเพื่อควบคุมอวัยวะต่างๆ และรับคำสั่งจากสมองซึ่งเป็นส่วนที่สาคัญที่สุด ถ้ากล้ามเนื้อทั้ง2ข้างขาดความสมดุลย์ เช่นข้างหนึ่งตึง ข้างหนึ่งหย่อน เนื่องจากการนวดที่ผิดวิธี กล้ามเนื้อที่ตึงก็จะดึงกระดูกสันหลังตั้งแต่คอถึงเอว กล้ามเนื้อที่หย่อนก็ไม่มีกำลังพอที่จะช่วย นานๆเข้า จากอาการตึงก็กลายเป็นล้า จากล้าก็กลายเป็นร้าวอาการป่วยอย่างที่ว่า ก็มาทีละนิด สุดท้ายก็ป่วยหนัก จนทำงานไม่ไหว วิธีที่ถูกต้องคือ 

1.เวลาเราใช้นิ้วกด รู้มั้ยครับว่าแรงส่งมาจากไหน? แรงส่งนั้นมาจากไหล่นะครับ ฉะนั้นถ้างอศอกแล้วกด เราก็ผิดแล้วใช้แรงจากศอกกับนิ้ว นานเข้าก็ปวดแขน มือชา นานเข้าก็ปวดบ่า เวลานวดต้องให้"แขนตึง" หมายถึงให้แขนเหยียดตรง เพื่อให้ไหล่ส่งพลังลงไปที่นิ้วได้เต็มที่ "หน้าตรง" หมายถึงการนั่งให้กระดูกคอถึงสันหลังตรงให้มากที่สุด เพื่อการกดจะใช้พลังจากกล้ามเนื้อไหล่ทั้ง2ข้างให้เท่ากัน "องศาได้" หมายถึง ทิศทางที่จะกด เช่นต้องการให้แรงกดมากขึ้น ก็นั่งห่างออกมาใช้แรงเท่าเดิม แต่แรงกดมากกว่าเดิมเพราะจากท่านั่งส่งพลังมาที่ไหล่


2.ท่านั่งนวดสาคัญมาก ป่วยไม่ป่วยก็ด้วยท่านั่งด้วยเช่นกัน ไม่ควรนั่งพับเพียบ หรือขัดสมาทเวลานวด เพราะร่างกายจะใช้กล้ามเนื้อเอวมาก จะทาให้ปวดหลังง่ายที่สุดนานเข้าก็เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ท่าที่ถูกต้องนั่งท่า เทพธิดา หรือเทพบุตร กางเข่าออกจากตัวให้มากที่สุด จะทำให้ร่างกายใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องแทน กล้ามเนื้อหลังก็ไม่ดึงกระดูกสันหลังปลอดภัยกับตัวหมอนวดเอง ยิ่งถ้านั่งเอี้ยวตัวนวดก็อย่านั่งนานจะทาให้ปวดหลังง่าย ฝึกใช้กล้ามเนื้อท้องในการนวดจะดีต่อสุขภาพ และเวลานวดพยายามเปลี่ยนอิริยาบทไว้เสมอ อย่านั่งท่าเดียวนานๆควรขยับสะโพกหรือเอวบ่อยๆเพื่อป้องกันอาการปวดหลัง 


3.ในท่าดัด ส่วนมากลูกค้าต่างชาติตัวใหญ่ หมอนวดดัดไม่ไหวก็ชอบฝืน เช่นท่านั่งมือประสานท้ายทอย หมอนวดสอดมือแล้วทำการบิดเอวไม่รู้ว่าบิดเอวใครเอวหมอหรือเอวลูกค้า (ซึ่งเคยมีคนเล่าให้ฟังว่าคนไข้ถึงกับปอดฉีก เนื่องจากเกร็งต้านหมอนวด) ซึ่งมันมีท่าดัดอีกหลายท่า ที่หมอนวดไม่ต้องออกแรงมากแต่ได้ผลไม่แพ้กัน คงต้องเรียนรู้เพิ่มเติมหรือไปซื้อหนังสือ "40ท่านวด ดัดกายคลายโรค" ของอ.พิศิษฐ เบญจมงคลวารี ก็ได้ครับ เป็นหนังสือที่ดีมากทีเดียว เหมาะกับหมอนวดที่ชอบการดัดเป็นอย่างยิ่ง หรือดูvdo "เทคนิคการผายเส้นและการดัดตัว"ของผมเพิ่มเติมก็ได้ จะได้ประโยชน์กับตัวหมอนวดเอง




คลิ๊กเพื่อดูวีดีโอ --> เทคนิคพิเศษ การผายเส้นและการดัดตัว

4.หมอนวดเองต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ บางคนทำงานนวดหนักมากแล้วคิดว่าตัวเองเหนื่อยแล้ว อาบน้ำแล้วนอนดีกว่า เป็นความคิดที่ผิดมหันต์เลยที่เดียว เพราะตัวเองอยู่ในอิริยาบทเดียวนานๆย่อมทำให้เกิดโรคง่ายอยู่แล้ว เอาตัวอย่างง่ายๆเช่นเวลาแขนหักหมอต้องเข้าเฝือก เวลาถอดเฝือกใหม่ๆจะเหยียดแขนไม่ได้เนื่องจากพังผืดเกาะที่ข้อศอกเนื่องจากงอมานาน เช่นเดียวกัน เวลาทำงานอยู่ในท่าเดียวย่อมเกิดพังผืดได้งาย แต่แก้ยาก(เวลาป่วย)เพราะกลับไปทำอย่างเดิม พังผืดจะหนาตัวขึ้นตามกาล ทีนี้แหละป่วยแน่ๆ บางคนก็อ้างว่านวดช่วยเขาแล้วของเข้าตัว ชอบโทษจากภายนอกไม่ยอมโทษตัวเอง



ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่

สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel

ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage

Tuesday, June 10, 2014


วันนี้เรามาให้ความรู้เรื่องมดลูกกันครับ
มดลูก(Uterus) มีหน้าที่
1.เป็นแหล่งสำรองอาหาร รอรับการฝังตัวของตัวอ่อน
2.เป็นที่ เจริญเติบโตของทารกจนกำหนดคลอด
3.เป็นอวัยวะที่ดันให้ทารกคลอดออกมาได้

มดลูกอยู่ในท้องน้อย สามารถเคลื่อนไปได้ทั้งซ้าย-ขวาบน-ล่าง โดยปกติตำแหน่งของมดูกอยู่ในแนวตั้งระหว่าง กระเพาะปัสสาวะกับทวารหนัก

มดลูกไม่ปกติ
-มดลูกโต
-มดลูกหย่อน
-มดลูกบาง
-มดลูกหน่วง 

จะสังเกตได้ว่าหน้าท้องจะกลม


เหตุที่มดลูกหย่อน
1.ขี้กลัว ขี้ตกใจ หรือมีความเครียดสูง
2.แท้งลูก-ผ่าคลอด- คลอดลูก
3.ทานของดองมากไป


มดลูกเคลื่อน หมายถึง การที่มดลูกเคลื่อนไปจากที่เดิม มดลูกต่ำ-มดลูกลอยตัว-มดลูกตะแคงตัว เกิดจากการยกของหนักในระหว่างมีประจำเดือนวันแรกๆ หรือหลังคลอดบุตร มดลูกยังไม่เข้าอู่ มีอยู่3ชนิดคือ มดลูกต่ำ-มดลูกลอย มดลูกตะแคง


มดลูกต่ำ

สาเหตุ
1.กระเพาะปัสสาวะเต็ม หรือทวารหนักเต็มไปด้วยกากอาหารคั่งค้าง(ท้องผูกเป็นประจำ)
2.ภาวะหลังคลอดมดลูกไม่เข้าอู่
3.ทำงานหนัก ยกชองหนักเป็นประจำ

อาการ
1.ปัสสาวะเล็ดเวลาหัวเราะ ไอ จาม หรือเวลายกของหนัก ก้าวขึ้นบันได ตกหลุมกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ กระปิดกระปรอย
2.ปวดหลังร้าวลงมาที่ท้องน้อย

มดลูกต่ำมี4ระยะ
1.มดลูกต่ำขั้นแรก มดลูกจะเลื่อนลงมาต่ำกว่าตำแหน่งปกติ แต่ยังไม่ถึงระดับเยื่อพรหมจารี
2.มดลูกต่ำขั้นที่2 ปากมดลูกจะเลื่อนต่ำลงมามากขึ้นจนถึงระดับเยื่อพรหมจารี
3.มดลูกต่ำขั้นที่3 มดลูกจะต่ำจนปากมดลูกโผล่ออกมาภายนอก
4.มดลูกต่ำระยะสุดท้าย มดลูกจะหลุดห้อยออกมาข้างนอกเกือบทั้งหมด


มดลูกลอย

สาเหตุ
อยู่ไฟไม่ได้ ทำให้มดลูกไม่เข้าอู่ หรือเข้าอู่ไม่สนิท
อาการ
1.ผายลมทางช่องคลอด
2.เวลาก้าวเดินเสียวช่องคลอด
3.อาจปวดต้นคอ ปวดร้าวมาที่ท้องน้อย
4.ไม่ทนร้อน-ทนหนาว ใจหวิว-ใจสั่น-อ่อนเพลียง่าย


มดลูกตะแคง
อาการเริ่มเป็นแรกๆ ปวดท้องน้อยมาก ปวดจนตัวบิดตัวงอ ให้รีบแก้ไข ถ้าบิดตัวจะทำให้มดลูกเคลื่อน
อาการทั่วๆไป ปวดหลังปวดเอว ปวดกระเบนเหน็บ ปวดเชิงกราน ร้าวชาออกขา เย็นปลายมือ-ปลายเท้า มีตกขาว ไม่คัน-ไม่มีกลิ่น ปวดท้องน้อย มีอาการตึงคอ ปวดศีรษะ(อาจปวดหัวคล้ายไมเกรน)



ผลที่เกิดขึ้น
- ปวดประจำเดือน
- มีกลิ่นภายใน ติดเชื้อง่าย
- มีระดูขาว บางทีตลอดเดือน
- ช่องคลอดขยายตัวออก
- ปากมดลูกลงต่ำทำให้เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
- เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก เนื้องอก
- กล้ามเนื้อหย่อน บริเวณหน้าอก ถุงใต้ตา แก้ม
- หูรูดปัสสาวะหย่อน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- เบ่งปัสสาวะไม่ค่อยออก
- แท้งลูกง่าย ติดลูกยาก
- มีลมในมดลูก มีฟองอากาศ
- ผิวเสีย ไม่รื่น ไม่ใส ไม่แวว
- ประจำเดือนมาไม่ปกติ
- ไม่มีสาปสาว หรือเสน่ห์เรื่องเพศ
- ทำให้เป็นลมผิดเดือน


ซึ่งอาจทำให้มีอาการเหล่านี้ได้
- ปวดหัวไมเกรน
- จุดใต้ราวนมกดเจ็บ
- ปวดท้องน้อย ปวดหน่วงๆ
- ปวดตึงหน้าขา
- ปวดส้นเท้า
- ปวดตึง คอ บ่า ไหล่
- ข้อพับแขนด้านนอกกดเจ็บ
- ปวดหลัง ปวดนั้นเอว
- ข้อพับขาตึง


ท่ากายบริหารสำหรับแก้ปวดประจำเดือน
- ให้นั่งขัดสมาท เอาฝ่าเท้าชนกัน ก้มตัวลงให้มากที่สุด ยิ่งศีรษะติดเท้าได้ยิ่งดี พร้อมกับขมิบก้นไปในตัว
- นั่งในท่าเดิม แต่ยกเข่าทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกัน(ท่าปีกผีเสื้อ) ให้ทำเร็วๆพร้อมกับขมิบก้นไปด้วย
- นอนหงายราบกับพื้น ใช้หมอนรองศีรษะไว้ ชันขาทั้งสองข้างขึ้น เริ่มขมิบก้นไปด้วย ทำวันละ10ครั้ง และทำเพิ่มอีกวันละ10ครั้ง จนได้100ครั้งต่อวัน
ท่ากายบริหารแก้มดลูกหย่อน
- นอนราบกับพื้น กระดกเท้าซ้ายขึ้น-ลงช้าๆ10ครั้ง ชันเข่าซ้ายขึ้น ยกเข่าซ้ายชิดอก พร้อมกับหายใจเข้านับ10 จากนั้นผ่อนลมหายใจออกพร้อมวางเท้าราบกับพื้นในท่าเดิม ทำซ้าย-ขวาสลับกัน10ครั้ง แล้วทำเข่าคู่10ครั้ง
- เท้าทั้งสองยกขึ้นชี้ฟ้า โดยพิงผนังห้อง รู้สึกผ่อนคลาย จากนั้นใช้มือทั้งสองข้างโกยมดลูกเข้าหาสะดือหายใจเข้าแล้วปล่อย หายใจออกใช้มือคู่โกย5ครั้ง
- นอนราบกับพื้น ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น ผ่อนคลาย กระดกก้นขึ้นเล็กน้อย แขม่วท้องยับ10เอาก้นลงหายใจออกทำ10ครั้ง



คัดจาก การดูแลมดลูกเคลื่อน ตามแนวทางแพทย์แผนไทย
โดย อ.อำนวย เฟื่องฟูกิจการ สมาคมแพทย์แผนไทยเชียงใหม่
ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่

สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage
กรดไหลย้อน 

      ธรรมชาติกระเพาะอาหารคือธาตุไฟ หรือตรงกับแพทย์แผนไทยคือ ไฟปริณามัคคี หรือไฟย่อยอาหาร กระเพาะอาหารจะทำการย่อย คาร์โบไฮเดรต(ข้าว-แป้ง)ก่อนเป็นอันดับแรกต่อมาจึงย่อยโปรตีน แล้วไขมันเป็นตัวสุดท้ายที่ย่อย การรับประทานอาหารถ้ากินข้าวคำน้ำคำ น้ำก็ไปดับไฟในกระเพาะการย่อยก็ไม่สมบูรณ์ ย่อมทำให้ได้เลือดกับลมอันมีพิษ ฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุหลักของกรดไหลย้อน ยิ่งถ้ากินของมันหรือของทอด แล้วกินน้ำตามเยอะๆ เกิดอาการแสบร้อนทรวงอกงายๆ ยิ่งพอแสบร้อนยิ่งกินน้ำคราวนี้แหละทรมานเป็นชั่วโมงกว่าอาหารจะย่อยหมด ผมจะบอกวิธีรักษาแบบง่ายๆโดยไม่ต้องใช้ยา ลองไปทำดูครับเพราะแนะนำคนไข้ไปทำได้ผลดีเกือบทุกราย ผมเองก็เคยเป็นและรักษาด้วยวิธีนี้ ตอนนี้ทานข้าวเสร็จแล้วนอนได้อย่างสบาย

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร
คือภาวะที่กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารไปยังหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการ
เจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว
สาเหตุของกรดไหลย้อน
• Hiatus hernia (คือโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกำบังลม)
• ดื่มสุรา
• อ้วน
• ตั้งครรภ์
• สูบบุหรี่
• อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด อาหารมักดอง อาหารมัน อาหารย่อยยาก
• ทานอาหารมากจนอิ่มเกินไป
• ช้อกโกแลต กาแฟ น้ำอัดลม
• คนเครียด
• อาหารมัน ของทอด
• หอมกระเทียม
• มะเขือเทศ





อาการของกรดไหลย้อน
อาการทางหลอดอาหาร
• อาการปวดเสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้มปี่ที่เรียกว่าร้อนใน (heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได้
• รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ
• กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
• เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
• รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
• มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคอตลอดเวลา
• เรอบ่อย คลื่นไส้
• รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย


ใช้ชีวิตให้ห่างไกล “กรดไหลย้อน” 
โรคกรดไหลย้อน เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหาร
การรักษาโรคกรดไหลย้อน แบบแพทย์แผนไทย
สังคมสมัยนี้เปลี่ยนไปมาก ความเร่งรีบในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่นการรับประทานอาหาร
การรับประทานอาหารเร็วๆ ไม่ค่อยเคี้ยวให้ละเอียด การกินข้าวคำน้ำคำเป็นสาเหตุหลักของโรคนี้ การรักษาโรคตามวิธีธรรมชาติไม่ยากและเห็นผลดีทุกราย บางรายไม่นานก็หายขาด ซึ่งมีวิธีง่ายๆดังนี้

๑. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด โดยเคี้ยว50-70 ครั้ง ต่อคำ จะทำให้กระเพาะอาหารไม่ต้อง ทำงานหนัก จึงไม่จำเป็น
ต้องหลั่งกรดออกมาย่อย ทำให้กรดพอเหมาะกับอาหารที่ทาน ถ้าเคี้ยวไม่ละเอียด หรือดื่มน้ำมากในระหว่างรับประทานอาหาร กระเพาะอาหารยิ่งต้องหลั่งกรดจำนวนมากเพื่อย่อย ซึ่งจะทำให้เป็นกรดไหลย้อน

๒. หลังรับประทานอาหาร ให้ดื่มน้ำเพียงครึ่งแก้วเท่านั้น หลังจากนั้น2-3ชั่วโมง จึงดื่มน้ำได้ตามปรกติ และควรเดิน10นาทีเพื่อให้ข้าวเรียงเม็ด

๓. ในระหว่าง2-3ชั่วโมง ถ้าเกิดอาการกรดไหลย้อน ถ้าดื่มน้ำจะทำให้เป็นมากขึ้น ให้แก้โดยรับประทานน้ำผึ้งแท้ (ไม่ต้องผสมน้ำ) 1ช้อนชา โดย อมและให้ไหลลงคออย่างช้าๆ สามารถทานน้ำผึ้งได้อีกถ้ามีอาการ


ข้อสำคัญ ห้ามดื่มน้ำ ถ้าหิวน้ำจริงๆอาจใช้วิธีจิบน้ำนิดๆก็ได้ ทำประมาณ1สัปดาห์ จะดีขึ้นมาก โดยไม่ต้องใช้ยาใดๆ บางรายหายขาดใน1เดือน บางรายดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ปฏิบัติตาม 



ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel

ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage
*ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

บทความเรียงตามเดือน

ช่องทางติดต่อ

เกี่ยวกับผู้เขียน

© อ.สุวัฒน์ มอบ" ให้" เป็นวิทยาทาน เพื่อให้นำไปพัฒนาวิชาชีพ. Powered by Blogger.
พิมพ์ข้อความเพื่อค้นหาบทความ หรือ อาการ
search for article or syndrome

Popular Posts