Tuesday, September 16, 2014

อาการปวด ที่มาจากความคิด

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ใช่นักเขียน แต่พอดีได้ฟังจากเพื่อนซึ่งเป็นฝรั่ง บอกถึงอาการปวด ที่มาจากความคิด ซึ่งเขาอ่านจากหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ ผมเลยมาถ่ายทอดเป็นภาไทย เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ (ถ้าช่วย คอมเม้นท์หน่อย ก็จะขอบคุณมาก ว่าเขียนเป็นอย่างไร เผื่อจะเป็นนักเขียนกับเขาบ้าง555) จะพยายามใม่ให้เป็นวิชาการมากเดี๋ยวจะน่าเบื่อ 



คือเขาบอกว่าจิตของมนุษย์ที่หยุดคิดไม่ได้ เป็นจิตเหนือสำนึกซึ่งทำให้เราคิดอยู่ตลอดเวลา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความเจ็บปวดด้วย อ่านต่อไปครับ คือถ้าเรากังวลกับปัญหาหนึ่งนานๆเช่น หาเงินไม่พอใช้ มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ต้องส่งเสียบุตร หรือระแวงสามี หรือภรรยาจะนอกใจ หรือกังวลในสิ่งที่ยังไม่เคยเจอ เช่นต้องย้ายบ้านหรือที่ทำงานไปอยู่ที่ใหม่ หรือเจอเจ้านายที่จู้จี้ คอยจับผิดเราตลอดเวลา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือคิดด้านลบนั่นเอง ทีนี้พอคิดซ้ำๆ ความคิดเริ่มย้ายจากจิตเหนือสำนึก เริ่มตกผลึกไปอยู่ที่จิตใต้สำนึก(เรียกว่าเริ่มเป็นนิสัย หรือนานๆก็เป็นสันดาน)ตอนนี้แหละที่ร่างกายเริ่มแสดงความเจ็บป่วยออกมา(คนละส่วนกับสาเหตุอื่นๆเช่นอิริยาบทที่ทำให้เกิดโรคนะครับ) เพราะการเจ็บป่วยจากจิต เวลาไปพบแพทย์จะไม่พบความผิดปกติใดๆของร่างกายเลย เราอาจเจอคนไข้ที่ปวดหลังเรื้อรัง มานวดหลายๆครั้งก็ไม่ดีขึ้นหรือดีขึ้นชั่วคราว แล้วก็เป็นอีกไปพบแพทย์ เอ็กซ์เรย์แล้วหมอก็บอกไม่มีอะไรผิดปกติ อาการเหล่านี้แหละครับที่ผมพูดถึง ซึ่งจะบอกว่า ถ้าคุณเป็นหมอนวดที่เก่ง ต้องเก่งในการซักถาม(หรือเป็นจิตแพทย์ในบางโอกาส)เพราะคุณมีโอกาสซักถามเป็นชั่วโมง ซึ่งทั่วๆไปเวลาไปพบแพทย์ ก็ใช้เวลาไม่นาน เอาล่ะเราจะมาอธิบายอาการปวดที่มาจากจิต

ปวดศีรษะ ปวดจี๊ดๆขึ้นหัว(ไม่ใช่ไมเกรน)บางทีอาการแบบนี้เกิดจาก ความกังวลเรื่องบุตร เจ้านายจู้จี้ ฟังเรื่องบาดหูเช่นเจ้านาย หรือพ่อตา แม่ยาย พ่อผัว แม่ผัว กระแนะกระแหนบ่อยๆ หรือถูกเบี้ยวเงิน
ปวดบ่า บางทีอาจเกิดจากสิ่งที่ต้องแบกภาระ เช่นต้องดูแลคนป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์นานๆ หรือตกงานมีภาระต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ อะไรทำนองนี้


ท้องเสียบ่อย อาจเกิดจากกลัวการเดินทางไกล กลัวห้องน้ำข้างนอกจะไม่สะอาด


ปวดหลัง อาจเกิดจากการกังวลเรื่องการทำมาหากิน เช่นค้าขายไม่ดี รายจ่ายรออยู่ข้างหน้า(บางรายอาจปวดถึงสลักเพชร)


กระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง อาจเกิดจากความกังวล ที่ต้องเดินทาง กลัวห้องน้ำไม่สะอาด เลยกลั้นซะเลย


ปวดเข่า อาจเกิดจากความมี "มานะ"สูงหรืออีโก้สูง เช่นคิดว่าตัวเองไม่เคยผิด ไม่เคยขอโทษใคร คอยว่าคนอื่นว่าผิดหรือจับผิดคนอื่นตลอดเวลา


ปวดข้อเท้า หรือส้นเท้า อาจเกิดจากความกลัวอนาตดที่ต้องเผชิญ เช่นย้ายบ้าน ที่ทำงาน กลัวว่าจะแย่กว่าเดิม


ปวดแขน ข้อมือ อาจเกิดจากความระแวงในคู่ของตน เช่นกลัวไปมีกิ๊ก ซึ่งถ้าระแวงหนักอาจก่อให้เกิดเนื้องอกที่เต้านม


ฉะนั้น จงพยายามคิดบวก ให้เป็นนิสัย ถ้าคิดดีเรื่อยๆความคิดก็จะลงไปที่จิตใต้สำนึก ทำให้อาการต่างๆที่กล่าวมาหายได้เอง


ฟังมาเล่า สู่กันฟัง สนุกๆอย่าซีเรียสนะครับ




ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
อาการนอนกรน มี 2 ประเภท คือ

1.อาการนอนกรนธรรมดา (ไม่อันตรายเพราะไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย) ไม่มีผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเอง แต่จะมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับคู่นอน ทำให้นอนหลับยาก

2.อาการนอนกรนอันตราย (มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย) นอกจากจะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างแล้ว ถ้าไม่รักษาอาจมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถอาจเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนได้ นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง

การที่จะแยกว่าท่านเป็นนอนกรนประเภทใด สามารถทำได้โดย การตรวจการนอนหลับ (sleep test)

จุดประสงค์ของการตรวจการนอนหลับ คือ

1. เพื่อแยกว่าท่านเป็น กรนธรรมดา หรือกรนอันตราย
2. ถ้าท่านเป็นกรนอันตราย การตรวจการนอนหลับจะบอกความรุนแรงของโรคได้ ว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากหรือน้อยเพียงใด และช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาท่านได้ดีขึ้น

การตรวจการนอนหลับสามารถทำได้โดย

1. นัดตรวจการนอนหลับที่โรงพยาบาล ซึ่งท่านต้องมานอนที่โรงพยาบาล 1 คืน
2. นัดตรวจการนอนหลับที่บ้าน ซึ่งจะมีความละเอียดของการตรวจน้อยกว่าการตรวจที่รพ. แต่สามารถใช้เป็นการตรวจคัดกรองได้ (screening test)

การรักษามี 2 วิธี
วิธีไม่ผ่าตัด และวิธีผ่าตัด ซึ่งท่านสามารถเลือกได้ เพราะการรักษาอาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แนะนำให้ใช้วิธีไม่ผ่าตัดก่อน ถ้าไม่ดีขึ้น,ไม่ชอบ หรือไม่สะดวก ท่านสามารถเลือกวิธีผ่าตัดได้

1. วิธีไม่ผ่าตัด

• ลดน้ำหนัก ในรายที่ท่านมีน้ำหนักเกิน โดยทั่วไปถ้าลดน้ำหนักได้ร้อยละ 10 อาการนอนกรนจะดีขึ้นประมาณร้อยละ 30 และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความตึงตัวให้กับกล้ามเนื้อบริเวณคอหอย ซึ่งจะทำให้มีการหย่อนและอุดกั้นทางเดินหายใจน้อยลง


• หลีกเลี่ยงยาชนิดที่ทำให้ง่วง เช่นยานอนหลับ, ยากล่อมประสาท, ยาแก้แพ้ชนิดง่วง หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เบียร์ ไวน์ วิสกี้ เหล้า โดยเฉพาะก่อนนอน เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนคลายตัวมากขึ้น ทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น นอกจากนั้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักมีแคลอรี่สูง จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจแคบลง


• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือสัมผัสควันบุหรี่ เนื่องจากจะทำให้เนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจบวม ทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น


• นอนศีรษะสูงเล็กน้อย ประมาณ 30 องศาจากแนวพื้นราบ จะช่วยลดบวมของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจได้บ้าง และควรนอนตะแคง เพราะการนอนหงายจะทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น อาจทำได้โดยเอาหมอนข้างมาหนุนที่หลัง หรือใส่ลูกเทนนิสไว้ด้านหลังของเสื้อนอน ทำให้นอนหงายลำบาก


• ใช้ยาพ่นจมูก พ่นวันละครั้งก่อนนอน ซึ่งยาพ่นจมูกจะทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น และยังจะช่วยหล่อลื่น ทำให้การสะบัดตัวของเพดานอ่อนและลิ้นไก่น้อยลง ทำให้เสียงกรนเบาลงได้


• การใช้เครื่องมือที่เป่าลมเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นหรือไม่อุดกั้น
ขณะนอนหลับ (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) ซึ่งเป็นการรักษาอาการนอนกรนชนิดอันตรายที่ดีที่สุด ซึ่ง ควรลองใช้ในผู้ป่วยทุกราย ก่อนพิจารณาการผ่าตัดเสมอ
• ใช้ครอบฟัน (Oral Appliance) เพื่อเลื่อนขากรรไกรล่างมาทางด้านหน้า ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นขณะนอนหลับ

2. วิธีผ่าตัด มีจุดประสงค์ทำให้ขนาดของทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น ทำให้อาการนอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับลดลง ซึ่งการผ่าตัดจะทำมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสาเหตุของการอุดกั้นทางเดินหายใจ การผ่าตัดไม่ได้รักษาให้อาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจหายขาด หลังผ่าตัดอาการนอนกรนและ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจยังเหลืออยู่ หรือ มีโอกาสกลับมาใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งสำคัญ คือ

• ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี อย่าให้เพิ่ม เนื่องจากการผ่าตัดเป็นการขยายทางเดินหายใจที่แคบให้กว้างขึ้น ถ้าน้ำหนักเพิ่มหลังผ่าตัด ไขมันจะไปสะสมอยู่รอบผนังช่องคอ ทำให้กลับมาแคบใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้อาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับกลับมาเหมือนเดิมหรือแย่กว่าเดิมได้

• ต้องหมั่นออกกำลังกายเสมอ ให้กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนตึงตัวและกระชับ เนื่องจากหลังผ่าตัด เมื่ออายุผู้ป่วยมากขึ้น เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนจะหย่อนยานตามอายุ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกลับมาแคบใหม่ การออกกำลังกายจะช่วยให้การหย่อนยานดังกล่าวช้าลง

ในผู้ป่วยบางราย อาจต้องมาผ่าตัดซ้ำเพื่อแก้ไขทางเดินหายใจที่แคบส่วนอื่นๆ หรือใช้เครื่อง CPAP ร่วมด้วยหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด และจุดอุดกั้นทางเดินหายใจและความรุนแรงของโรค
ขอขอบคุณข้อมูลจาก women.thaza.com




ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม --> https://www.facebook.com/TharaMassage
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Friday, August 1, 2014

วันนี้ จะมาคุยเรื่องการคิดนอกกรอบ ผมพูดเรื่องนี้ไม่ใช่ให้เรานวดนอกตำรานะครับ เพียงแต่เวลานวดจุดสัญญาณเป็นเสมือนเป็นหลักเสาเอกไว้ก่อนเสมอ แต่ในร่างกายที่แท้จริงยังมีจุดสำคัญๆอีกมากมาย ซึ่งเราก็ต้องเรียนรู้เพิ่มอยู่เสมอ ดังรูปที่ผมเอามาลงจุดนวดอัมพฤกษ์-อัมพาต จะสังเกตุเห้นว่ามีจุดต่างๆอีกมากมาย ทำให้เรารู้ว่าจุดสัญญาณอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะรักษา แต่ก็ต้องยกให้เป็นเสาเอกแห่งตำราเสมอ เวลานวดชำนาญแล้วสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือถนอมตัวผู้นวดไว้ก่อน คือพยายามนวดในท่าที่เหมาะสมกับตัว ไม่ใช่นั่งพับเพียบท่าเดียว เพราะท่านั่งพับเพียบ เขาใช้ในวัง แต่เราใช้ในชีวิตจริง เช่นฝรั่งตัวใหญ่น้ำหนักเป็น100กิโล พับเพียบคงไม่ได้กินเป็นแน่ ฉะนั้นท่าไหนที่หมอนวด"เซฟ"ตัวเองได้ก็ควรทำ เพราะถ้าเราป่วยก็ทำงานไม่ได้ ผมเคยได้ยินมีคนพูดว่า "หมอนวด เหมือนกรรมกรในร่ม"คงจะจริง เพราะนวด2-3คนก็แย่แล้ว ยิ่งคนป่วยตัวใหญ่ยิ่งเหนื่อยเป็นทวีคูณ ผมเห็นหมอนวด มาให้แก้อาการ จะบอกว่าป่วยเกือบทุกคน โดยเฉพาะหลัง แขน บ่า ไหล่ เอว เอาละพูดถึงจุดสัญญาณในร่างกายต่อครับ จะเห็นจูดต่างๆที่ไม่ใช่จุดสัญญาณ แต่จุดเหล่านี้เวลากด ก็แล่นเหมือนกัน ใช้แก้อาการต่างๆได้ดี อยากให้พวกเรานำภาพไปศึกษา และลองกดกันดูทำจนชำนาญค่อยนำไปใช้จริง ทุกวันนี้ผมก็ใช้จุดต่างๆเหล่านี้แก้อาการและได้ผลดีทุกราย ฉะนั้นหัดคิดนอกกรอบบ้างเราจะเป็นหมอนวดที่เก่งได้ครับ ด้วยความปรารถนาดี








ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage

Thursday, July 31, 2014

วันนี้จะมาแนะนำ อิริยาบททำให้เกิดโรคอีกแบบหนึ่ง มีคนป่วยมาหาด้วยอาการปวดหลัง(บริเวณสัญญาณ1หลัง) โดยปวดมาเป็นปี เวลานั่งขัดสมาทไม่ถึง5นาทีก็มีอาการปวด หรือเวลานั่งขับรถก็เช่นกัน(ไม่มีอาการร้าวลงขา) นวดที่ไหนหมอนวดก็บอกว่าง่ายๆแต่ก็ไม่หาย ฝังเข็มก็แล้วไม่ดีขึ้น แต่เวลาเดินไม่เป็นไร เป็นอาการที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง วันนี้มานวดเป็นครั้งที่5แล้ว ผมพยายามหาสาเหตุ พอพับขาเป็นเลข4 ปรากฏว่า เข่าลอยขึ้นเล็กน้อยเริ่มจับทางถูก ถามเขาว่าเวลานั่งชอบยกขาข้างที่ปวดบ่อยมั้ย เขาบอกว่า เวลานอน(จะเป็นอย่างในรูป)ประจำทำมาหลายปี ผมคลำเส้น1ขาด้านนอกบริเวณต้นขาชิดหัวตะคากปรากฏว่าแข็งเป็นลำ กดแล้วมีอาการเจ็บมาก กดจนนิ่ม ยิ่งบริเวณสัญญาณ2ขาด้านนอกก็แข็งเป็นลำเช่นเดียวกัน ผมนวดจนนิ่ม หลังนวดเสร็จให้เขาลองนั่งท่าขัดสมาทซ้ำ ปรากฏว่านั่งนานกว่า5นาทีก็ไม่ปวด อิริยาบทท่านี้หมอนวดเป็นกันเยอะมาก เพราะต้องนั่งนวดทำให้ยกขาข้างหนึ่งขึ้นแบบไม่รู้ตัว พอยกนานๆจะทำให้เอ็นรอบสะโพกด้านในท้องเกิดอาการบวม ทำให้ปวดหลัง และการเดินผิดรูป(ไม่ได้องศา) ให้หมอนวดศึกษาไว้เป็นประสบการณ์ครับ ด้วยความปรารถนาดี(บางคนนั่งแบบนี้ อาจไม่เป็นไรก็ได้ เนื่องจากสภาพร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน)




ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม --> https://www.facebook.com/TharaMassage

Saturday, July 26, 2014

วันนี้เรา จะมาคุยเรื่องการนวดแก้อาการ"นอนกรน"กันครับ
การนอนกรน(อ่านรายละเอียดในเพจก่อนหน้า) บางอาการอาจมาจาก

กล้ามเนื้อ"ลิ้น"อ่อนแอ ซึ่งสามารถนวด"ลิ้น"ได้ อย่าเพิ่ง งง ครับฟังไปเรื่อยๆ
ก่อน เวลานอนหลับโดยเฉพาะในท่านอนหงาย เวลาหลับสนิท ลิ้น จะตกลงไปที่คอ ทำให้หลอดลมแคบลงจนต้องหายใจทางปาก ยิ่งเวลาเมา หรืออ่อนเพลียมากๆยิ่งกรน สนั่นเลยทีเดียว จนคนข้างๆนอนไม่ได้ เอาละครับเราจะมาคุยวิธีนวดหรือออกกำลังกล้ามเนื้อลิ้นกัน ซึ่งถ้าทำบ่อยๆอาจช่วยลดอาการนอนกรนได้ครับ
1 แลบลิ้นออกมาให้ยาวที่สุด นับในใจ1-5แล้วหดลิ้นเหมือนเดิม ทำซ้ำจนรู้สึก"เมื่อย"ลิ้น อย่าถามว่าเมื่อยลิ้นมีอาการอย่างไร ต้องลองทำดูเอง หลังจากยืดลิ้น แล้วควรนวดเพดานปาก โดยการใช้นิ้วโป้งที่สะอาดหรือใส่ถุงมือ "กดนวด"เพดานปากด้านบนส่วนลึกจะพบกล้ามเนื้อนิ่มๆ(ไม่ใช่บริเวณกระดูก)ประมาณ1-2นาที
2 นวดลิ้นด้วยตัวเอง โดยการแลบลิ้นให้ยาว และใช้ฟันหน้า"ขบหรือกัดลิ้นเบาๆ" เริ่มจากปลายลิ้น หรือจะใช้ฟันกรามขบหรือกัดลิ้นเบาๆทั้งด้ายซ้ายและขวาจนทั่วลิ้น(คล้ายๆกับเคี้ยวหมากฝรั่ง) ทำบ่อยๆกล้ามเนื้อลิ้นก็จะแข็งแรงขึ้น วิธีนี้ใช้กับอาการอัมพฤกษ์ซีกขวา ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืน หรือการพูดได้เป็นอย่างดี จะทำให้การกลืนและการพูดดีขึ้นอย่างมาก
3 นวดบริเวณหลัง(ไม่ใช่เอว)จนทั่ว เน้นขอบสบักด้านนอกและด้านในสบัก จะทำให้หายใจได้ลึกขึ้น (นวดอาทิตย์ละครั้งก็ดี)
4 ถ้างด กินข้าวเย็นจะยิ่งดีมาก ยิ่งเห็นผลเร็วทันใจ
5 เริ่มนวดลิ้นใหม่ๆ เวลานอนควรนอนตะแคงด้วย
การนวดลิ้นควรทำอย่างน้อยวันละ4-5ครั้งและ ทำติดต่อกันเป็นประจำ ประมาณ1เดือนจะเริ่มรู้สึกกรนน้อยหรือเสียงเบาลง และอย่าลืม ลดน้ำหนักถ้ารู้สึกตัวว่าอ้วน
โดยผู้ชาย วัดจากส่วนสูงแล้วลบด้วย100 ขาดเกินได้5กิโลกรัมเช่นสูง170ซม.น้ำหนักตวรอยู่ที่65-75กิโลกรัม
ผู้หญิงให้ลบด้วย110 ขาดเกินได้5กิโลกรัมเช่นเดียวกัน
ไปลองทำดูครับ ได้ผลอย่างไรมาบอกกันบ้าง เพราะวิธีนี้รักษาแบบธรรมชาติ ไม่เสียเงิน 





ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage

Friday, July 25, 2014

วันนี้ มาคุยเรื่องไมเกรนอีก2อย่างที่เหลือกันครับ
จุดที่ถัดจากอิทา ไปอีก1ข้อนิ้วมือของนิ้วชี้(บริเวณกำด้น ต้นคอ)
ก็จะมีจุดที่กดแล้ว "วิ่ง"ไปที่ตาด้วยเช่นกัน ทำให้มีอาการปวดศีรษะคล้ายไมเกรน แต่ปวดรอบๆบริเวณเบ้าตา ไม่ปวดหัวคิ้ว ไมเกรนประเภทนี้เรียก ไมเกรนเทียมก็ได้ เพราะสาเหตุเกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เคยนวดและกดจุดนี้ คนป่วยร้องเจ็บมาก ก็ถามว่าสายตาเอียงหรือเปล่า ตอบว่าใช่ หลังนวดบอกให้ไปตัดแว่นสายตาใส่ ปรากฏว่าไม่นานอาการปวดศีรษะก็หาย
วิธีการนวด ไมเกรนที่เกิดจากการใช้สายตามาก ก็นวดแนวหลังแต่เป็นเส้น2 นวดไล่จากเอวขึ้นไปที่ฐานกำด้น ใช้เวลาประมาณ15นาที หลังจากนั้นกดจุดนี้(ที่กำด้น)กดแล้วนับ10-15คาบลมหายใจ กดซ้ำ5-10ครั้งหรือจนกว่าอาการเจ็บลดลง ใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะแล้วใช้สันศอก รีดศีรษะเหมือนไมเกรนแท้ เสร็จแล้วให้นอนหงาย นวดรอบบริเวณรอบดวงตา
จุดที่ถัดจากจุดที่ใช้สายตามาก ไปอีก1ข้อนิ้วมือของนิ้วชี้ ก็จะมีอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ปวดศีรษะคล้ายไมเกรน แต่จะปวดรอบๆขมับ จุดนี้ มาจากเส้นกาลทารี ถ้ากดจุดนี้แล้วเจ็บ บ่าจะตึงมาก ทำให้เลือด-ลม ขึ้นศีรษะไม่สะดวก
วิธีการนวด ต้องนวดตั้งแต่มือขึ้นไปหรือพื้นฐานแขนนั่นเอง หลังจากนวดแขนแล้วให้นวดแนวบ่าจนนิ่ม เคล็ดลับคือ ให้คนป่วยนั่ง ให้หมอนวด ยืนด้านหลัง ใช้ศอก หรือวางนิ้วโป้งคู่(ไม่ซ้อนนิ้ว) กดแล้วให้คนป่วยหันศีรษะไปฝั่งตรงข้าม เช่นกดบ่าซ้ายให้คนป่วยหันขวาไปจนสุด ทำซ้ำหลายๆครั้งบ่าจะนิ่มเร็วกว่ากดอย่างเดียว ให้ทำทั้ง2ข้าง นวดต่อไปที่แนวต้นคอ นวดจนกว่าเส้นคอนิ่ม เสร็จแล้วคลึงจุดเหนือใบหู จะพบเส้นแข็งให้คลึงจนกว่าจะนิ่ม แล้วไปนวดขมับบริเวณหางคิ้วจะพบเส้นแข็ง ให้นวดจนกว่าจะนิ่มเช่นเดียวกัน
บางคนอาจกดจุดเจ็บทั้ง2จุดเนื่องจากมีปัญหาทั้ง2อย่าง คือใช้สายตามาก หรือสายตาเอียง และบ่าตึงแข็งร่วมด้วย ก็ใช้วิธีทั้ง2อย่างในการนวด 




ด้วยความปรารถนาดี อ.สุวัฒน์ เชียงใหม่
สงสัยเรื่องต่างๆสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 089-191-1664
วีดีโออื่นๆ ดูได้ที่นี่ --> Thara Thai Massage Channel
ติดตาม facebook ได้ที่ --> https://www.facebook.com/TharaMassage


บทความเรียงตามเดือน

ช่องทางติดต่อ

เกี่ยวกับผู้เขียน

© อ.สุวัฒน์ มอบ" ให้" เป็นวิทยาทาน เพื่อให้นำไปพัฒนาวิชาชีพ. Powered by Blogger.
พิมพ์ข้อความเพื่อค้นหาบทความ หรือ อาการ
search for article or syndrome

Popular Posts